วันอังคารที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2559

คำที่ว่า "ความดี ทำยาก ...ความชั่ว  ทำง่าย" สงสัยสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน ท่าจะเข้ากันดี


หากการทำดี มันเป็นเรื่องยาก และโดนต่อต้าน ><
ลองมาอ่านดราม่ากันบ้าง...ไว้เป็นแนวทางว่าควรทำอย่างไรดี?


 * สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จเข้าไปบิณฑบาต
ในหมู่บ้านของพราหมณ์ ซึ่งเป็นผู้มีความศรัทธาเลื่อมใส 
แต่ว่าวันนั้นพราหมณ์ถูกมารเข้าสิงใจไม่ให้ตักบาตรพระองค์     
และไม่มีชาวบ้านคนไหนเลยตักบาตรพระพุทธองค์
เมื่อไม่ได้อาหารพระองค์จึงถือบาตรเปล่าเสด็จกลับวัด

 ในระหว่างทาง มารผู้มีบาปเข้าไปหาพระผู้มีพระภาคเจ้า
แล้วกล่าวกับพระพุทธองค์ว่า "สมณะ ท่านได้บิณฑบาตบ้างไหม" พระผู้มีพระภาคตรัสว่า 
"แน่ะมารผู้ใจบาป!!! ท่านได้กระทำให้เราไม่ได้บิณฑบาต   มิใช่หรือ" 

  มารจึงกราบทูลว่า "ถ้าอย่างนั้น ขอพระผู้มีพระภาคเจ้า 
 จงเสด็จเข้าไปเพื่อบิณฑบาตครั้งที่สองอีกเถิดพระเจ้าข้า
 ข้าพระองค์จักกระทำให้พระผู้มีพระภาคเจ้าได้รับบิณฑบาต"

  พระบรมศาสดาตรัสว่า "ดูกรมารผู้ใจบาป ท่านมาขัดขวาง 
ตถาคต ได้ประสบสิ่งที่มิใช่บุญแล้ว ท่านเข้าใจว่า 
บาปย่อมไม่ให้ผลแก่ตัวเอง ฉะนั้นหรือ ดูก่อนมาร...
แม้เราตถาคตไม่ได้รับบาตร แต่ตถาคตเป็นผู้ไม่มีความกังวล
ย่อมดำรงอยู่ได้อย่างมีความสุข ตถาคตจักเป็นผู้มีปีติเป็นภักษา 
ดุจอาภัสสราพรหม"
 มารเมื่อไม่สามารถขัดขวางพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ก็รู้สึกเสียใจ 
จึงได้อันตรธานหายไปต่อหน้าพระพักตร์ 
แต่ถึงกระนั้น !!!มารผู้ใจบาปก็ไม่ยอมแพ้ คอยหาโอกาสมารบกวนพระพุทธองค์อยู่เรื่อยไป เมื่อคิดว่าหากรบกวนพระบรมศาสดาไม่ได้ ก็รบกวนสาวกของพระองค์แทนก็แล้วกัน 
   อาทิ!! เข้าไปหาหมู่ภิกษุสงฆ์ แล้วได้ร้องเสียงดังน่ากลัว 
ทำฟ้าแลบฟ้าร้องเหมือนภูเขาจะถล่มแผ่นดินจะทรุดพังทลายลงมาพระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสบอกว่า 
"ดูก่อนภิกษุ แผ่นดินนี้ไม่ถล่มลงมาหรอก แต่เสียงดังลั่นประหนึ่งแผ่นดินจะทรุดนี้ เป็นฝีมือของมารผู้ใจบาปทำเพื่อหวังจะให้พวกเธอตกใจกลัว ไม่ให้มีสมาธิในการบำเพ็ญสมณธรรม"

ยังไม่พอ...ต่อมามารผู้ใจบาปได้เนรมิตร่างเป็นพราหมณ์แก่       
ห่มหนังเสือ หายใจเสียงดังครืดคราดๆ เดินถือไม้เท้าเข้าไปหา
หมู่ภิกษุสงฆ์ผู้กำลังปรารภความเพียร แล้วกล่าวชวนภิกษุหนุ่มเหล่า
นั้นออกจากเพศบรรพชิต ไปบริโภคกาม พวกภิกษุไม่ยอมเชื่อฟัง
มารก็เป็นอันต้องอันตรธานหายไป
   เราจะเห็นว่า มารซึ่งเป็นผู้ขัดขวางความดีนั้น มีตัวมีตนอยู่จริงๆไม่ใช่เป็นเพียงแค่นามธรรมอย่างที่คนธรรมดาสามัญคิดกันเท่านั้นว่าอาสวกิเลสที่เป็นความโลภ ความโกรธ ความหลง จับต้องไม่ได้ 
แต่ธรรมฝ่ายดำหรืออกุศลธรรม ซึ่งเป็นปฏิปักษ์กับธรรมฝ่ายขาวนั้น
ที่จริงมีตัวมีตน 
นิสัยของมาร คือ คอยขัดขวางการกระทำความดีของคนเรา จ้องหาโอกาสตลอดเวลา ทำงานกันไม่ได้หยุดเลย อย่างในสมัยพุทธกาล เมื่อเห็นว่ารบกวนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ ก็ไปรบกวนพระภิกษุแทน เมื่อทำไม่สำเร็จก็เข้าไปขัดขวางทางฝ่ายภิกษุณีบ้าง

ส่วนมารในยุคปัจจุบัน แปรรูปให้เข้ากับสมัย เมื่อเห็นคนทำดี
จำนวนมากๆ เมื่อไร ...ทนไม่ได้ ต้องไปสกัดดาวรุ่งทันที!!!
  มาร...ยุคนี้ เปิดเผยตัวตนชัดเจนมาก
วัดดัง คลองสามปทุมธานี ถูกขัดขวางการจัดงานตักบาตร
เบื้องหลังการขวางทำดี ...มีเงื่อนงำ!!???


 ***บทสรุป***
คนที่กำลังตั้งใจทำความดีอยู่แล้วถูกขวางเช่นนี้ ให้ดูตัวอย่าง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าและเหล่าภิกษุสงฆ์ ภิกษุณี ในพุทธกาล.. 
ที่ไม่ยอมแพ้มาร 

 ไม่ว่ามารนั้นจะมายุคอดีต.. หรือยุคปัจจุบัน แต่เราชาวพุทธรู้ดีว่า
มารกลุ่มนั้น มีจำนวนไม่มากเท่าคนดีๆ อย่างเรา ...มีแค่นิดเดียว
แต่ทำงานทั้งวันทั้งคืนเลย จ้องข่าวการทำความดีของคนดี
แบบไม่ละสายตาเลยทีเดียว

 เลิกเถอะนะ!! ใครกลับตัวกลับใจได้ อย่าตกเป็นทาสของมาร
 คนเขาทำความดี..อย่าไปขัดขวาง มิฉะนั้น บาปที่เกิดจากความคิดไม่ดีของเรา ออกมาเป็นคำพูด สนับสนุนคนพาล 
ที่มารสิงใจสนิทไม่คิดไล่มารออก  เพราะ "ความดี คนดีทำง่าย...คนชั่วทำยาก ความชั่ว..คนดีทำยาก...คนชั่วทำง่าย"
คนดีอย่าเพิ่งเสียกำลังใจ ...ความดีต้องชนะ!! แน่นอน

Cr.Angkanarak ^____________^


Leave a Reply

Subscribe to Posts | Subscribe to Comments

- Copyright © ความจริงวันนี้ - Blogger Templates - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -