สิ่งที่ไม่รู้...แต่ต้องรู้ให้ได้ คือเรื่อง กฎแห่งกรรม

วันจันทร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ยันดีเอสไอ!!! หมายจับพระธัมมชโยไม่ชอบธรรมจริงหรือ???

หมายจับ'พระธัมมชโย'กับความชอบธรรมของดีเอสไอ(DSI) 


การวิพากษ์นี้....มุ่งประเด็นกรณีพระเทพญาณมหามุนี
(พระธัมมชโย แห่งวัดพระธรรมกาย) 

ข้อเขียนนี้เป็นการตั้งข้อสังเกตจากกรณีที่ศาลอาญา 
ได้ออกหมายจับ ตามคำร้องของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ 
กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ ดีเอสไอ (DSI)
โดยมีการไต่สวนคำร้องที่เปิดโอกาสให้ทั้งฝ่ายเจ้าหน้ารัฐ
และฝ่ายของตัวแทนผู้ต้องหา คือ พระธัมมชโย 
ในความผิดฐานร่วมกันฟอกเงินและรับของโจร 

ซึ่งการสอบสวนคดีนี้ยังไม่เสร็จสิ้น 
แม้ในส่วนคดีนี้ที่ทางฝ่ายผู้ต้องหามีข้อโต้แย้งหลายประการ 
ตามที่ทราบกันทั่วไปในการแถลงข่าวและขอความเป็นธรรมไปบ้างแล้วนั้น จึงไม่ขอลงรายละเอียดเนื้อหาในคดี 
เพราะอาจจะกระทบต่อรูปคดี ซึ่งผู้เขียนไม่มีความเกี่ยวข้อง 
แต่ในฐานะนักกฎหมายผู้หนึ่งและต่อสู้ในทางสิทธิมนุษยชน จึงขอตั้งข้อสังเกตที่เป็นการจับตาไปยังท่าทีและแนวทางของดีเอสไอ (DSI) ว่าจะดำเนินอย่างไรจึงจะเป็นการเหมาะสม และชอบธรรมเมื่อมี "หมายจับ!"
หากกล่าวถึงเหตุออกหมายจับ ตามที่ระบุไว้ใน ป.วิ.อ.มาตรา 66 
ย่อมหมายความว่า ถ้าไม่มีเหตุออกหมายจับ 
ศาลจะออกหมายจับไม่ได้ อย่างไรก็ตาม 
แม้มีเหตุออกหมายจับศาลก็ไม่อาจจะไม่ออกหมายจับก็ได้ 
ไม่มีกฎหมายมาตราใดบังคับว่า หากมีเหตุออกหมายจับแล้วศาลต้องออกหมายจับ 
หากศาลเห็นว่าบุคคลนั้นไม่หลบหนีอย่างแน่นอน 
ศาลอาจไม่ออกหมายจับก็ได้ แม้จะมีเหตุออกหมายจับก็ตาม 
ซึ่งพนักงานสอบสวนก็จะต้อง "นัดหมาย" หรือออก "หมายเรียก" บุคคลนั้นต่อไป หากบุคคลนั้นไม่มาตามนัดหรือหมายเรียก 
พนักงานสอบสวนย่อมร้องขอให้ศาลออกหมายจับบุคคลนั้นได้ตามมาตรา 66 วรรคสอง ซึ่งศาลก็จะใช้ดุลพินิจว่าจะออกหมายจับตามคำร้องขอครั้งที่สองของพนักงานสอบสวนหรือไม่???

หลวงพ่อธัมมชโย ยืนยันว่าไม่หนี!! แต่ทำไมมีข่าวว่า
 DSI จะนำทัพทหารพร้อมรถถังมาจับพระชราภาพรูปเดียว
เพื่ออะไร!!???

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฎว่า ศาลอาญาได้ออกหมายจับ แต่ดีเอสไอก็ใช่ว่าจะต้องจับพระธัมมชโย เพราะเหตุว่าพระธัมมชโยไม่มามอบตัวที่ดีเอสไอภายในเจ็ดวัน หรือตามที่ขีดเส้นตายไว้ กระบวนการในทางอาญายังมีหลักการ
เป็นแนวทางปฏิบัติอีก จึงอยู่ที่ว่าดีเอสไอ (DSI) จะใช้อำนาจของตนอย่างไร ทั้งนี้ มีข้อพิจารณาอยู่ว่า

ก.พระธัมมชโย ท่านไม่มาที่ดีเอสไอ (DSI)เพราะเหตุใด 
มีเหตุอันสมควรหรือไม่???

ข. การต้องบังคับจับกุมตามหมายจับ จะกระทำด้วยความเหมาะสมแก่สถานะของพระธัมมชโย(พระภิกษุ) อย่างไร???

ค. หากดีเอสไอ (DSI) เห็นว่าไม่มามอบตัว จะต้องใช้กำลังเจ้าหน้าที่ติดอาวุธเข้าไปจับกุมในวัดพระธรรมกาย อะไรจะเกิดขึ้น???
อะไรจักเกิดขึ้น...อาจจะมีมือที่ 3 สร้างสถานการณ์แตกร้าว
หรือต้องให้ผู้บริสุทธิ์ล้มตาย!! DSI จึงจะหยุด???

ง. คดีนี้ เป็นเพียงขั้นตอนแรกที่ดีเอสไอ (DSI) จะแจ้งข้อกล่าวหา
เพื่อให้โอกาสแก้ข้อหาได้เต็มที่(ย้ำว่าขั้นตอนแจ้งข้อหา) 
ซึ่งในทางคดี ดีเอสไอควรต้องมีพยานหลักฐานพอสมควร
และสามารถกล่าวหาพระธัมชโยได้อย่างหนักแน่น
ข้อพิจารณาดังกล่าวข้างต้น หากเทียบกับคดีที่มีพระรูปหนึ่งที่ร่วมจัดการชุมนุมทางการเมืองและถูกตั้งข้อหาร้ายแรง ศาลอาญาได้ออกหมายจับไปแล้ว แต่ยังไม่มีจับกุม 
จนกระทั่งมีกระแสข่าวว่า มีการถอนหมายจับในทางสอบสวน
เมื่อสอบเสร็จแล้วส่งสำนวนให้อัยการคดีพิเศษยังได้รับโอกาส
ให้มีการสอบสวนเพิ่มเติมแล้ว ยังไม่สั่งฟ้องต่อศาลกลับ
ทอดเวลานานนับปีได้ .....
(ทำไมพระอีกรูปนั้นยังเดินลอยหน้าลอยตากร่างในสังคมอยู่ได้ แต่ดีเอสไอ (DSI) ไม่ทำอะไรทั้งสิ้น!!!??)

แม้ไม่เอ่ยชื่อ!! แต่ทั้งประเทศก็รู้ว่า
พระอีกรูปที่เคลื่อนไหวทางการเมืองแบบไม่เกรงกลัวใคร
ยังสามารถลอยหน้าลอยตาแบบไม่มีใครกล้าจับได้ เพราะอะไร?
ดีเอสไอและอัยการทำอย่างไร เคยมีการชี้แจงต่อสาธารณชนหรือไม่ ???ดังนั้นด้วยกระบวนการเช่นนี้ เกิดขึ้นภายใต้ความรับผิดชอบของดีเอสไอใช่หรือไม่!!???
แต่อย่างไรก็ตาม กรณีกล่าวหาพระธัมมชโยนี้... 
ย่อมจะเป็นสิ่งที่จะสะท้อนถึงบทบาทหน้าที่ของดีเอสไอ
ที่อยู่ภายใต้สังกัดกระทรวงยุติธรรม มีรัฐมนตรียุติธรรม
กำกับดูแลทางด้านนโยบาย ด้านอื่นจะมีหรือไม่ไม่ใช่ประเด็นในที่นี้ 

นอกจากนี้ยังเป็นสิ่งสะท้อนถึงการทำงานของคณะพนักงานสอบสวนได้ไม่น้อยในห้วงภาวะการเมืองและอำนาจการปกครองประเทศ
อย่างมีนัยยะหรือไม่ !!???
เพราะผู้คนที่สนใจ อาจมองไปถึงผู้ที่กล่าวโทษตั้งรูปคดีด้วยว่าบุคคลเหล่านั้นมีที่มาอย่างไร !!!???
ช่างน่าสงสัย!!?? ใครฟ้องพระธัมมชโย
แล้วคู่กรณีอื่นๆ ทำไม DSI ไม่เร่งคดีอย่างนี้เล่า???

สอดรับกับการตั้งข้อรังเกียจของผู้ใดหรือไม่???
ข้อกล่าวหาเป็นไปตามหลักกฎหมายที่เป็นฐานความผิดชัดแจ้ง
และมีพยานหลักฐานได้มั่นคงเพียงใด???

ในทางการสอบสวนและรูปคดี ที่ผ่านมาไม่เพียงเฉพาะดีเอสไอเท่านั้น แต่รวมถึงพนักงานสอบสวนในคดีทั่วไป จะเป็นคดีดัง 
คดีสะเทือนขวัญ คดีการเมืองก็ตาม การกล่าวหาและการสอบสวน
ที่มี ก็ล้วนแต่เป็นการผลักภาระไปที่สำนักงานอัยการสูงสุด 

ซึ่งหากต้องสมมุติฐานทางการสอบสวนมาเช่นใดพนักงานอัยการ
ก็ต้องสั่งฟ้องตามพนักงานสอบไป แล้วสุดท้ายภาระทั้งหมด
ในการแก้ต่างต่อสู้คดีก็ตกแก่ผู้ต้องหาหรือจำเลย 
ซึ่งจากคำพิพากษาต่างๆ ในคดีอาญา 
คำวินิจฉัยและเหตุผลประกอบมักปรากฎว่าให้น้ำหนักแก่การทำงานของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐ ด้วยการไม่มีสาเหตุโกรธเคือง ไม่เคยรู้จักเป็นการส่วนตัวกับผู้ต้องหาหรือจำเลยมาก่อน และปฏิบัติหน้าที่ราชการปราศจากอคติใดๆ แล้วท้ายที่สุดพิพากษาลงโทษจำเลย
คดีนี้จึงเป็นอีกคดีหนึ่งที่น่าสนใจว่า...
กระบวนการยุติธรรมทางอาญาของประเทศไทย จะพัฒนาไปสู่ความก้าวหน้าหรือความถดถอยไปหรือไม่ อย่าได้มองเพียงว่า ผลประโยชน์ที่อาจมีวาระซ่อนเร้นจากความขัดแย้งนี้จะตกที่ผู้ใดหรือไม่ 
แต่อาจต้องมองว่าประชาชนพลเมืองไทยจะต้องเผชิญกับระบบยุติธรรมที่ไม่เป็นธรรมไปอีกกี่ปีกี่สมัยกัน

วลีที่ให้ประชาชนต้องเคารพกฎหมาย 
มิใช่เป็นการใช้กฎหมายตามใจคนใช้ 
แต่สิ่งสำคัญ คือ ต้องทำให้คนใช้อำนาจตามกฎหมาย
น่าเคารพและเป็นที่ยอมรับได้!!!


Cr.วิญญัติ ชาติมนตรี
23 พ.ค.2559
อ้างอิงจาก : http://www.prachatai.com/journal/2016/05/65923

เรียนท่านผู้ใช้อำนาจรัฐฯ
วัดพระธรรมกายเคารพกฎหมาย
ไม่มีท่าทีต่อต้าน
ไม่มีทางเลือกอื่นใด
ไม่มีอาวุธหรืออำนาจใดๆ
เพียงแต่ร้องขอ "ความเป็นธรรม"
ด้วยความสัตย์จริง.
Share:

1 ความคิดเห็น:

  1. ขอให้คีนความยุติธรรมให้หลวงพ่อและวัดพระธรรมกายด้วย

    ตอบลบ

กฎแห่งกรรม

คติประจำ Blog

  1. ทำดีย่อมได้ดี.
  2. ทำชั่วย่อมได้ชั่ว
  3. ปลูกถั่วได้กินถั่ว..ปลูกงาได้กินงา

เกี่ยวกับผู้เขียน

ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งบนโลกใบนี้
มีลมหายใจไว้ทำดี
มีมือไว้สร้างสรรค์งานเขียน
มีหัวใจไว้ชี้แจงความจริง
ในนามว่า
"อังคนารักษ์ พิทักษ์ธรรม"

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

สำหรับผู้เข้ามาอ่าน
กรุณาวางอคติเสียก่อน ทำใจสบายๆ เพราะนี่คืองานเขียนอิสระ
สำหรับผู้ชม
หากผ่านมาได้อ่านก็หวังว่าจะได้แง่คิดดีๆ กลับไป คนเราอายุไม่ยาวถึงร้อยปี จะเก็บความโกรธเกลียดกันไว้ทำไม ถ้าคิดว่าพรุ่งนี้คือวันสุดท้ายของชีวิต คงไม่มีเวลามานั่งจับผิดใคร