สิ่งที่ไม่รู้...แต่ต้องรู้ให้ได้ คือเรื่อง กฎแห่งกรรม

วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2559

สุดอึ้ง!!เหตุผลที่ DSI จี้ให้พระธัมมชโยมอบตัว!!???

อุต๊ะ!!! คุณพระช่วย กล้วยปิ้ง..!!!!
สิ่งนี้หรือที่เรียกว่ากฎหมาย
ความยุติธรรมที่นำความฉิบหายมาสู่คณะสงฆ์ไทย
ทำไม DSI ถึงจี้ให้หลวงพ่อธัมมชโย 
วัดพระธรรมกายไปมอบตัว!!!???


มีเสียงอื้ออึง!!! ในวงเจรจราการแจ้งข้อหา  ของ DSI  
หรือที่เรียกว่าการปฏิบัติตามหมายจับ ในคดีหลวงพ่อพระธัมมชโย เจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย  
แว่วๆ ว่า มีนักกฎหมายบางคน  เสนอตั้งเงื่อนไขในการหาทางออกร่วมกันว่า "หากมีการแจ้งข้อหาแก่หลวงพ่อพระธัมมชโยที่วัดพระธรรมกายหรือที่ใดที่หนึ่ง หลวงพ่อต้องไปประกันตัวที่ศาลอาญา"(ศาลที่ออกหมายจับ)  
ผู้เขียนไม่อาจยืนยันได้ว่าจริงหรือไม่???? 
แต่จะขอตั้งประเด็นจากข้อมูลให้ผู้เกี่ยวข้องพิจารณาและระมัดระวัง
ฟังดูว่าเป็นการเดินคนละครึ่งทาง ถอยคนละก้าวเพื่อเป็นการลดความขัดแย้งและบานปลาย ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี  แต่เมื่อหันมาฟังใหม่อีกครั้ง ถึงกับต้องหันสะบัดหน้ากลับไปฟังใหม่(เหมือนที่นักแสดงตลกชอบทำกัน) ก็ถึงกับอึ้ง!!!! 
ทำไมน่ะเหรอ? ก็เพราะชั้นนี้  คือ ชั้นสอบสวนของพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ  อำนาจการปล่อยตัวชั่วคราว พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI มีอำนาจให้ปล่อยตัวชั่วคราวได้เอง 
ไม่ต้องเอาตัวผู้ต้องหาหรือผู้ถูกจับไปศาล นั่นกำลังวางเงื่อนไขเพื่อวางเหลี่ยมอะไรกันหรือ? จะทำให้เป็นปัญหาทำไม?  
(ดูเชิงอรรถ[ก])
       
หากศาลมีคำสั่งในการออกหมายจับผู้ต้องหา
โดยระบุในหมายจับว่า ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจควบคุมผู้ถูกจับได้เพียงเท่าที่จำเป็นในการนำตัวส่งฟ้องต่อศาลเท่านั้น 
เจ้าพนักงานตำรวจจึงมีหน้าที่ต้องส่งตัวผู้ต้องหา 
ให้แก่พนักงานอัยการ เพื่อให้พนักงานอัยการนำตัวมาฟ้องคดี
ต่อศาลเท่านั้น 

พนักงานสอบสวนจะดำเนินการสอบสวนต่อหรือสอบสวนเพิ่มเติม
ไม่ได้  จึงไม่มีเหตุที่จะขอฝากขังผู้ต้องหาให้ยกคำร้อง  
นั่นคือปล่อยตัวไปก่อนจนกว่า อัยการจะฟ้องต่อศาล 
จึงจะนำตัวผู้ต้องหามาศาล

หรืออาจจะมีอีกวิธี  (เป็นเทคนิคที่ชอบทำกันในยุคนี้) 
ขอขยายความว่า  พนักงานสอบสวนจะตั้งข้อหา
แจ้งข้อหาแต่ไม่ให้ประกันในชั้นนี้   จากนั้นส่งตัวไปศาล เพื่อขอฝากขังต่อศาล  ให้ศาลพิจารณาคำร้องขอฝากขังตามระยะเวลาของอัตราโทษสูงสุดผัดละ 12 วัน (ก็น่าคิด)  นั่นคือ ศาลจะใช้อำนาจตามป.วิ.อ. 
ให้ปล่อยตัวชั่วคราวถือเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของผู้ต้องหา
ในคดีอาญาที่สำคัญมาก   


ถามว่า DSI ทำได้หรือไม่  ตอบว่า  ทำได้!!!แต่เลือกทำวิธีนี้เพื่อการใด มีอะไรซ่อนเร้นอำพรางอยู่  หรือว่ามีผู้ออกความคิดให้ทำ เพราะหากศาลไม่ให้ประกัน อะไรจะเกิดขึ้น ความเป็นพระจะเป็นอย่างไร คงไม่ต้องนึกภาพ เข้าทางโจรทันที   
(ขอถอนคำพูด เป็นว่า  เข้าทางการตีความหลักกฎหมาย 
พ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯทันที)   

ดังนั้น  หากจะให้เกิดความรอบคอบ ทีมที่ปรึกษาคงต้องดูความ 
ตาม มาตรา 27,28,29 และ 30 แห่งพ.ร.บ.คณะสงฆ์ฯ 
ประกอบด้วย เนื่องจากในภาวะการณ์ช่วงนี้ 
อะไรๆ ก็ไม่ปกติอย่างที่ชาวโลกทำกัน  
(ดูเชิงอรรถ[ข])

ส่วนประเด็นการจับสึกหรือสละสมณเพศ ....!!!
ต้องผ่านการสืบสวน สอบสวน และลงโทษพระภิกษุเสียก่อน  
ซึ่งการสึกจากความเป็นพระภิกษุจะยังไม่มีผลทางพระธรรมวินัย
และทางกฎหมาย เพราะยังมิได้ผ่านการสอบสวนตามกระบวนการเสียก่อน ยกเว้นแต่พระภิกษุรูปนั้นจะสารภาพยอมรับความผิดเสียเอง 
และตราบใดที่ยังไม่วินิจฉัยว่า "ผิด" ก็ยังถือว่าไม่ขาดจากความเป็นพระภิกษุอยู่ตราบนั้น ซึ่งสอดคล้องและเทียบเคียงกับคดีอาญา ที่ให้สันนิษฐานว่าจำเลยเป็นผู้บริสุทธิ์ไว้ก่อน จนกว่าศาลจะตัดสินว่าผิดจริง!!!

ด้วยเหตุที่ผู้เขียนยกขึ้นมาเพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นอีกถึงแนวทางที่เคยมีการเจรจามาแล้วหลายกรณีเพื่อมิให้เกิดปัญหาของมาตรฐานจากการปฏิบัติโดยอาศัยอำนาจเป็นดุลพินิจของเจ้าพนักงานตามกฎหมาย   จึงขอยกกรณีตัวอย่างมาเปรียบเทียบ  กล่าวคือ  ...
  
กรณีเมื่อปี พ.ศ.2557 ที่ศาลอาญาออกหมายจับผู้ต้องหาคดีกบฏ ก่อการร้าย และอื่นๆ อีกมากมาย ผู้ต้องหารายนั้น  
 ไปมอบตัวหรือไปปรากฎตัวต่อหน้าพนักงานสอบสวน 
 ก็ดำเนินการแจ้งให้ทราบถึงข้อหาแก่ผู้ต้องหา  
แล้วให้ปล่อยตัวชั่วคราวโดยมีหลักประกัน(ตัวเลขเพียงหกหลัก) 
 แล้ว DSI ก็เดินทางกลับ  ...



 ทายซิ!!??? ใครเอ่ย โดนหมายจับแต่ไม่ยักกะโดนจับสักที
ยังมีหน้าไปฟ้องคนนั้นคนนี้...อุต๊ะ!!
ทำไมไม่เร่งดำเนินการล่ะ!!??  ไม่มีความคืบหน้าแม้แต่น้อยเลย



งงเลย ทำไม DSI ปล่อยให้ลอยนวล??!!!

จากนั้นมาพบกันในสถานที่แห่งหนึ่งของเอกชนใกล้ทำการ DSI 
ปรากฎว่า DSI เดินทางไปหา นอบน้อม และให้เกียรติอย่างที่สุด   ข่าวว่าคดีนั้นผ่านไปร่วม 2 ปีแล้ว  อัยการก็ยังไม่สั่งฟ้อง (เขาทำได้อย่างไร?)  DSI หรืออัยการออกมาแถลงถึงความคืบหน้าหรือไม่ จนประชาชนหรือสังคมเกิดความคลางแคลงใจกันว่า  
ผู้ต้องหารายนั้นยังไปไหนมาไหนหรือก่อความขัดแย้งได้อยู่ร่ำไป




กล่าวโดยสรุป  ผู้ที่จะให้คำตอบได้ดีที่สุด ก็คือ  DSI แต่หากจะชัดแจ้งไปอีก  อัยการที่มาร่วมสอบสวนทั้งเป็นที่ปรึกษา  ก็น่าจะออกมาให้คำตอบต่อสาธารณะดังเช่นตอนไปขอออกหมายจับด้วย  ก็น่าจะดีเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ไม่น้อย!!!!

 โอ้วววว!!! ดีเอสอายยยไหมนั่น
ซุ่มทำอะไร!! ทำผิดไม่ยอมรับ
ทำลายความน่าเชื่อถือระบบยุติธรรม
แล้วอย่างนี้ถ้าหลวงพ่อธัมมชโยไปมอบตัว
คงจะจับสึกเลยสินะ!! 


______________
เชิงอรรถ
[ก]ข้อกฎหมาย 
  1.ข้อบังคับของประธานศาลฏีกา ว้าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการและเงื่อนไขเกี่ยวกับการเรียกประกันในการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาหรือจำเลยในคดีอาญา พ.ศ.2548

  2.กฏกระทรวง กําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการเรียกประกันหรือหลักประกันการปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน พ.ศ.2549

[ข] หลักกฎหมาย

ตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์  พ.ศ.2505  นั้นมีมาตราสำคัญที่เกี่ยวกับการดำเนินคดีของพระ ดังนี้คือ. 

มาตรา  26  พระภิกษุรูปใดล่วงละเมิดพระธรรมวินัยและได้มีคำวินิจฉัยถึงที่สุดให้ได้รับนิคหกรรมให้สึก ต้องสึกภายในยี่สิบสี่ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ได้ทราบคำวินิจฉัยนั้น

มาตรา 27   เมื่อพระภิกษุรูปใดต้องด้วยกรณีข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้

(1) ต้องคำวินิจฉัยตามมาตรา 25  ให้รับนิคหกรรมไม่ถึงให้สึก แต่ไม่ยอมรับนิคหกรรมนั้น

(2) ประพฤติล่วงละเมิดพระธรรมวินัยเป็นอาจิณ

(3) ไม่สังกัดอยู่ในวัดใดวัดหนึ่ง

(4) ไม่มีวัดเป็นที่อยู่เป็นหลักแหล่ง

ให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎมหาเถรสมาคม

พระภิกษุผู้ต้องคำวินิจฉัยให้สละสมณเพศตามวรรคสอง ต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันที่ได้รับทราบคำวินิจฉัยนั้น

มาตรา 28   พระภิกษุรูปใดต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้เป็นบุคคลล้มละลาย ต้องสึกภายในสามวันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด

มาตรา 29  พระภิกษุรูปใดถูกจับโดยต้องหาว่ากระทำความผิดอาญา เมื่อพนักงานสอบสวนหรือพนักงานอัยการไม่เห็นสมควรให้ปล่อยชั่วคราวและเจ้าอาวาสแห่งวัดที่พระภิกษุรูปนั้นสังกัดไม่รับมอบตัวไว้ควบคุม หรือพนักงานสอบสวนไม่เห็นสมควรให้เจ้าอาวาสรับตัวไปควบคุม หรือพระภิกษุรูปนั้นมิได้สังกัดในวัดใดวัดหนึ่ง ให้พนักงานสอบสวนมีอำนาจจัดดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้

มาตรา 30 เมื่อจะต้องจำคุก กักขังหรือขังพระภิกษุรูปใดตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลมีอำนาจดำเนินการให้พระภิกษุรูปนั้นสละสมณเพศเสียได้ และให้รายงานให้ศาลทราบถึงการสละสมณเพศนั้น.


Cr. วิญญัติ​ ชาติมนตรี


แปลก!! แต่จริง!! หรือนี่เป็นแผนทำลายพระพุทธศาสนา
เราชาวพุทธจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปหรือ!!???
จงเรียกร้องให้ความยุติธรรมกลับคืนมาศักดิ์สิทธิ์เช่นเดิม!!!???




Share:

1 ความคิดเห็น:

  1. จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด อย่าได้เบียนเบียนจองเวรต่อกันและกันเลย ขอผู้คิดแต่จะทำอันตรายผู้อื่นจงมีดวงตาเห็นธรรม และขอธรรมะจงรักษาผู้ประพฤติธรรม
    กฎแห่งกรรมยุติธรรมเสมอ รอดู

    ตอบลบ

กฎแห่งกรรม

คติประจำ Blog

  1. ทำดีย่อมได้ดี.
  2. ทำชั่วย่อมได้ชั่ว
  3. ปลูกถั่วได้กินถั่ว..ปลูกงาได้กินงา

เกี่ยวกับผู้เขียน

ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่งบนโลกใบนี้
มีลมหายใจไว้ทำดี
มีมือไว้สร้างสรรค์งานเขียน
มีหัวใจไว้ชี้แจงความจริง
ในนามว่า
"อังคนารักษ์ พิทักษ์ธรรม"

ข้อแนะนำเพิ่มเติม

สำหรับผู้เข้ามาอ่าน
กรุณาวางอคติเสียก่อน ทำใจสบายๆ เพราะนี่คืองานเขียนอิสระ
สำหรับผู้ชม
หากผ่านมาได้อ่านก็หวังว่าจะได้แง่คิดดีๆ กลับไป คนเราอายุไม่ยาวถึงร้อยปี จะเก็บความโกรธเกลียดกันไว้ทำไม ถ้าคิดว่าพรุ่งนี้คือวันสุดท้ายของชีวิต คงไม่มีเวลามานั่งจับผิดใคร