วันศุกร์ที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2559

เหตุไฉน..DSI !! ไม่ยอมหยุดราวี 
หลวงพ่อธัมมชโย วัดพระธรรมกาย
ต้องจับพระรูปนี้ให้ได้!! รู้ตัวไหม?? ว่ากำลังย่ำยีหัวใจชาวพุทธ
ที่ศรัทธาพระพุทธศาสนา ....ให้ร้าวราน แตกสลาย
ทำไม DSI กล้าทำถึงเพียงนี้!! 


บุกมา..พร้อมกำลัง..เหมือนหมายมั่นคั้นให้ตาย!!??
มีหรือศิษย์วัดตาดำๆ ใจใสๆ เขาจะยอม??


คนมีอำนาจสามารถใช้ทุกสิ่งในทางที่ไม่ดีได้ 
เพื่อประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่พวกเขาวางไว้ฉันใด 
แต่หากทำทุกสิ่งในทางที่ดี ก็ประสบความสำเร็จได้
อย่างสง่างามและได้รับการยอมรับก็ฉันนั้น....

ผม..(ทนายวิญญัติ) ขอทักท้วงต่อกรณีคดีพระธัมมชโย 
ด้วยความเป็นกังวลอย่างยิ่ง ต่อกรณี...

1) การดำเนินคดีกับประชาชนที่เป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกายว่าขัดขวางการจับกุม


2) การใช้กำลังทหารเข้ากระชับวงล้อมเพื่อเอาตัวพระธัมมชโย มาดำเนินคดี


กรณีแรก...
ดำเนินคดีกับประชาชนที่เป็นลูกศิษย์วัดพระธรรมกาย 
ตาม ป.อ.มาตรา 189 

"ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้อง หาว่ากระทำความผิด อันมิใช่ความผิดลหุโทษ เพื่อไม่ให้ต้องโทษ โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกิน สี่พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ" 

แยกการกระทำที่เป็นองค์ประกอบความผิดได้ 2 ลักษณะ คือ..
 
1) ช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้องหาว่ากระทำความผิด 
อันมิใช่ความผิดลหุโทษ "เพื่อไม่ให้ต้องโทษ" โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นแก่บุคคลนั้น 
กรณีนี้เป็นความผิดเฉพาะการให้พำนักหรือซ่อนเร้นเท่านั้น ไม่รวมการกระทำด้วยประการใดๆ

2) มาตรา 189 ผู้ใดช่วยผู้อื่นซึ่งเป็นผู้กระทำความผิด หรือเป็นผู้ต้อง หาว่ากระทำความผิด 
อันมิใช่ความผิดลหุโทษ "เพื่อไม่ให้ต้องโทษ" โดยให้พำนักแก่ผู้นั้น โดยซ่อนเร้นหรือโดยช่วยผู้นั้นด้วยประการใด 
"เพื่อไม่ให้ถูกจับกุม"

ทั้งสองลักษณะต้องตีความพฤติการณ์การกระทำด้วยความระมัดระวัง เพราะมีองค์ประกอบภายนอกที่แตกต่างกันดังที่กล่าวข้างต้น เช่น การเป็นผู้กระทำความผิด หรือการเป็นผู้ต้องหา และยังต้องคำนึงว่า ผู้อื่นนั้น ตกเป็นผู้อยู่ในสถานะใดของการเข้าจับกุมหรือต้องโทษตามคำพิพากษาหรือไม่ กล่าวคือ..

• พระธัมมชโย เป็นเพียงผู้ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ยังไม่แจ้งข้อหาจึงไม่ใช่"เป็นผู้ต้องหา" 

เมื่อยังไม่แจ้งข้อหา ก็ยังไม่ได้สอบสวน 
แม้จะอ้างการสอบสวนผู้ต้องหาบางคน 

ซึ่งการสอบสวนนั้นอาจยังไม่สิ้นกระแสความว่า 
ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 5 คน ได้ร่วมมือกันหรือสมคบกันอย่างไร???

มีข้อเท็จจริงปรากฎในทางสอบสวนครบถ้วนครบ
องค์ประกอบความผิดนั้น
โดยปราศจากข้อสงสัยเป็นที่ยุติแล้วหรือไม่ !!!

มิใช่เพียงสอบสวนเท่าที่พอใจ แล้วผลักภาระให้ตกเป็นของจำเลย ไปพิสูจน์ตนเองในชั้นศาลดังที่ชอบทำกัน(ไม่ใช่ชอบธรรม) 

การออกหมายจับ ซึ่งนำไปสู่การออกหมายค้น จึงมิใช่ออกหมายจับเพราะกระทำความผิดอาญาฐานใด(เทียบฎีกาที่ 207/2517) 

ลองพิจารณาทัศนคติของผู้นำความยุติธรรมดูสิ!!
ทำไม?? ไม่ไปตามจับยาบ้า
แต่นำกำลังทหารมาจับพระ..ขู่พุทธศาสนิกชน???

แม้จะมีหมายจับ ก็เป็นการจับเพื่อมาแจ้งข้อหา 
เพื่อมาทำการสอบสวนๆเสร็จแล้ว ก็อาจจะไม่เป็นความผิดก็ได้ 

ดังนั้น การที่DSI จะแจ้งความเอาผิดกับผู้ที่อ้างว่าขัดขวาง เป็นการช่วยเหลือผู้อื่นนั้น จึงต้องพิจารณาเข้าองค์ประกอบของการกระทำทั้ง 2 ลักษณะหรือไม่ ที่สำคัญจะต้องไม่มั่ว!!!!

• การออกหมายค้น เป็นไปตาม ป.วิ.อ.มาตรา 69(4) 
ก็เพื่อพบบุคคลซึ่งมีหมายให้จับ กรณีพระธัมมชโยเป็นหมายจับ
เพื่อมาดำเนินคดี แต่ต้องมีการสอบสวนดังที่กล่าวมา 

พระธัมมชโยมิใช่เป็นผู้ที่ได้กระทำความผิดตามคำพิพากษาถึงที่สุด แล้วเป็นผู้หลบหนี หรือเป็นผู้ต้องหาที่มีการแจ้งข้อหาแล้วแต่อย่างใด

การกระทำด้วยประการใดๆเพื่อมิให้ถูกจับกุม ต้องมีเจตนาพิเศษในบั้นปลายด้วยว่า "เพื่อไม่ให้ต้องโทษ" จึงจะเป็นความผิด

• ผู้ที่ช่วยเหลือผู้อื่น ต้องมีเจตนา โดยรู้ข้อเท็จจริง
อันเป็นประกอบของความผิด การฟังว่าผู้ที่ช่วยเหลือนั้นรู้ว่า
ผู้นั้นกระทำความผิด ต้องเป็นเรื่องเจตนาที่ไม่ได้สำคัญผิด
ในข้อเท็จจริงด้วย หากสำคัญผิดว่าผู้อื่นนั้นไม่ได้กระทำความผิด
ตามที่ถูกกล่าวหาแล้วจะมีเจตนาช่วยผู้กระทำความได้หรือไม่
มิเช่นนั้น การกระทำด้วยประการใดๆเพื่อมิให้ถูกจับกุม 
เพื่อไม่ให้ต้องโทษนั้น ก็ต้องมีเจตนาพิเศษที่เกิดมาจากการ
มีเจตนากระทำความผิดด้วย

• การแจ้งความที่กล่าวหาพวกเขากระทำความผิดตามมาตรา 189 
จึงต้องชัดแจ้งทั้งพฤติการณ์อันเป็นข้อเท็จจริง 
และปรับเข้าข้อกฎหมายที่ถูกต้องด้วย 
มิเช่นนั้นอาจถูกแจ้งความกลับได้

‪#‎ผมเห็นว่า‬ ไม่ผิด 189

กรณีที่สอง 

การใช้กำลังทหาร เข้ากระชับวงล้อมเพื่อเอาตัวพระธัมมชโย เป็นการใช้ผิดประเภท ผิดหน้าที่และไม่มีอำนาจ 

เนื่องจากที่จะสั่งการให้ใช้กำลังทหารทหาร
มิใช่เจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา 
ไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานตามคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 3/2558 
เพราะมิใช่ความผิดที่กำหนดไว้ในคำสั่งดังกล่าว

นอกจากนี้ ทหารมิได้มีหน้าที่ปฏิบัติตามคำสั่ง
ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายของผู้บังคับบัญชา 
เนื่องจากผู้บังคับบัญชาที่สั่งไม่มีอำนาจตามกฎหมาย
ที่จะมาจับกุม หรือทำการค้นตามหมายค้น และมิใช่ผู้ช่วย
เจ้าพนักงานที่จะช่วยจับกุมตามกฎหมาย 

สรุปคือ ไม่ใช่หน้าที่ของทหารไม่ว่าชั้นประทวนหรือชั้นสัญญาบัตร การจะนำทหารออกมา 

จึงไม่ใช่การใช้อำนาจตามคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 3/2558 และคำสั่งหัวหน้าคสช.ที่ 13/2559 
มีทางเดียวคือ ใช้อำนาจของหัวหน้า คสช. ตามรัฐธรรมนูญ(ชั่วคราว)พ.ศ.2557 มาตรา 44 เท่านั้น!!!

แต่ก็มีคำพูดของหัวหน้า คสช. ต่อสาธารณะแล้วว่าจะไม่ใช้อำนาจ ตามมาตรา 44 เพราะมีช่องกฎหมายให้ดำเนินการได้ จะทำหรือไม่เท่านั้นเอง แต่หากตัดสินใจใช้อำนาจนี้ ก็ย่อมเป็นการตอกย้ำตามที่คณะศิษย์ฯแถลงว่า จะรอให้บ้านเมืองกลับสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์นั่นเอง

ประวัติศาสตร์เกี่ยวกับสงคราม ศาสนา และการเข่นฆ่าภายในประเทศ มีต้นตอมาจากบรรดาผู้ปกครองที่ฉ้อฉล ใช้อำนาจตามอำเภอใจ 
หรือ นักวิชาการผู้นับถือศาสนาที่อคติ คำสอนของศาสนา
ไม่ได้สอนให้มนุษย์กดขี่ รังแก หรือ เข่นฆ่าผู้ใด

 ดังนั้น การใช้กำลังทหารในกรณีเช่นนี้จึงไม่สมควรอย่างยิ่ง

‪#‎กล่าวโดยสรุป‬ เมื่อมีข้อทักท้วงแล้ว ..
ก็ต้องมีข้อเสนอแนะด้วย นั่นคือ ...

ย้อนกลับไปใช้อำนาจตาม ป.วิ.อ. มาตรา 134 ตามวิธีการปกติ โดยไม่ต้องไปขอออกหมายค้นอีก

เพราะอะไร?? ผู้มีอำนาจคงคาดหมายได้ เพียงแต่หันมาใช้
การเข้าไปวัดธรรมกาย เพื่อพบพระธัมมชโย 
แล้วแจ้งข้อหาแก่ท่าน สอบปากคำพิมพ์มือที่นั่น 
หากมีข้อเท็จจริงที่ต้องเพิ่มเติม ก็สอบสวนให้
ตามสิทธิของผู้ต้องหา 

ในระหว่างที่พนักงานอัยการดูสำนวนสอบสวน
ก็สามารถพิจารณาและอาจสั่งทำการสอบสวนได้อีก 
ไม่จำต้องเร่งรัดให้เกิดข้อเปรียบเทียบเรื่องมาตรฐาน
อย่างที่มีคนพูดกัน

การใช้อำนาจที่อาจสร้างรอยร้าว 

สร้างประเด็นความขัดแย้งเพิ่มขึ้นไม่รู้จบ 

แล้วความสงบสุขจะเกิดขึ้นได้อย่างไร.



Cr.วิญญัติ  ชาติมนตรี


ถ้าครั้งนี้!! เรายอมให้เขามาจับพระหรือทำร้ายผู้บริสุทธิ์
โดยที่ไม่ให้ความเคารพยำเกรงใดๆ 
แล้ววันหน้า..
เราจะเหลือพระ เหลือสามเณร เหลือพุทธศาสนิกชน
จะเหลือพระพุทธศาสนาไว้ให้ใคร??

{ 11 ความคิดเห็น... read them below or Comment }

  1. บรรพบุรุษไทยสู้เอาชีวิตเลือดเนื้อเข้าแลกเพื่อปกป้องรักษาพระพุทธศาสนาไว้ให้ลูกหลาน. วิญญาณปู่จะร้อง. .."ไอ้ลูกหลานจัญไร"

    ตอบลบ
  2. เรื่องส่วนตัวให้วางอุเบกขา เรื่องพระพุทธศาสนาให้เอาอุเบกขาวางแล้วก็ลุย

    ตอบลบ
  3. ขอให้ภัยทั้งหลายที่มีต่อสงฆ์และสังฆมณฑลจงมลายหายไปกลับสู่ต้นตอโดยเร็ว

    ตอบลบ
  4. ข้อกฏหมาย แจ่มแจ้งชัดเจน สาธุ นับวันยิ่งพัฒนา

    ตอบลบ
  5. ถึงเวลาแล้วที่ชาวพุทธทุกท่านจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องพระพุทธศาสนา รักษาความยุติธรรมให้กับพระภิกษุสงฆ์ เราจะไม่ยอมให้พระพุทธศาสนาล่มสลายไปจากประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราชาวไทยทุกคน เราจะปกป้องรักษาไว้ด้วยชีวิต

    ตอบลบ
  6. ถึงเวลาแล้วที่ชาวพุทธทุกท่านจะต้องลุกขึ้นมาปกป้องพระพุทธศาสนา รักษาความยุติธรรมให้กับพระภิกษุสงฆ์ เราจะไม่ยอมให้พระพุทธศาสนาล่มสลายไปจากประเทศไทยอันเป็นที่รักของเราชาวไทยทุกคน เราจะปกป้องรักษาไว้ด้วยชีวิต

    ตอบลบ
  7. ขออนุโมทนาบุญกับชินแสนิรนามด้วยครับสาธุ

    ตอบลบ
  8. ขออนุโมทนาบุญกับชินแสนิรนามด้วยครับสาธุ

    ตอบลบ
  9. ชาวพุทธรักษาปกป้องพุทธศาสนาคือหน้าท่ีของเรา

    ตอบลบ
  10. DSI ทำเกินเหตุจริงๆ ไม่มีหัวใจเป็นชาวพุทธเลย ไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ. ช่างโหดร้ายเหลือเกิน

    ตอบลบ
  11. ขอให้คนชั่วจงแพ้ภัยตัวเองโดยเร็ว

    ตอบลบ

- Copyright © ความจริงวันนี้ - Blogger Templates - Powered by Blogger - Designed by Johanes Djogan -